Raw Spread (สเปรดดิบ) คืออะไร
Raw Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ที่แสดงในระบบเทรดแบบดิบ โดยยังไม่รวมค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมใดๆ ซึ่งแตกต่างจากสเปรดแบบมาร์กอัปที่โบรกเกอร์บวกเพิ่มเข้าไปในราคาแล้ว
สรุปแบบรวดเร็ว
Raw Spread คือ "ต้นทุนเริ่มต้น" ของการเทรดที่เกิดจากความแตกต่างของราคาในตลาดระหว่างคำสั่งซื้อและขาย ณ ขณะนั้น โดยปกติจะแคบมาก เช่น 0.0–0.5 pip สำหรับคู่เงินหลัก แต่เทรดเดอร์จะต้องจ่ายค่าคอมมิชชันแยกต่างหาก ทำให้ต้นทุนรวมอาจสูงหรือต่ำกว่าบัญชีแบบสเปรดปกติก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการเทรดและสภาวะตลาด
คำอธิบายละเอียด
Raw Spread เกิดจากโครงสร้างราคาในตลาดระหว่างธนาคาร (Interbank Market) ซึ่งเป็นแหล่งรวมสภาพคล่องระดับสถาบัน เมื่อโบรกเกอร์ได้รับราคาเสนอซื้อและเสนอขายจากผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Providers) หลายราย ราคาที่แคบที่สุดจะถูกนำมาแสดงในแพลตฟอร์มเทรดโดยไม่มีการบวกเพิ่ม นี่คือที่มาของคำว่า "Raw" หรือ "ดิบ"
ตัวอย่างเช่น หากผู้ให้สภาพคล่องเสนอราคา EUR/USD ที่ Bid = 1.1042 และ Ask = 1.1043 สเปรดดิบจะเท่ากับ 0.0001 (1 pip) โบรกเกอร์ที่ให้บัญชี Raw Spread จะแสดงราคานี้ตรงๆ แต่จะเรียกเก็บค่าคอมมิชชันแยกต่างหาก เช่น 3.5 ดอลลาร์ต่อล็อตมาตรฐาน (100,000 หน่วย) ต่อฝั่ง
ในทางตรงกันข้าม บัญชีแบบ Standard Spread จะแสดงราคาที่บวกมาร์กอัปแล้ว เช่น Bid = 1.1041 และ Ask = 1.1045 ซึ่งสเปรดเท่ากับ 4 pips โดยไม่มีค่าคอมมิชชันแยก วิธีนี้ทำให้โบรกเกอร์ได้กำไรจากส่วนต่างราคาแทน
การทำความเข้าใจ Raw Spread จำเป็นต้องแยกองค์ประกอบต้นทุนออกเป็นสองส่วน:
- สเปรดดิบ — ส่วนต่างราคาที่แท้จริงจากตลาด
- ค่าคอมมิชชัน — ค่าธรรมเนียมการเทรดที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ
ต้นทุนรวมต่อการเทรด = (สเปรดดิบ × มูลค่าต่อ pip) + ค่าคอมมิชชัน
ยกตัวอย่าง: เทรด 1 ล็อต EUR/USD ด้วยสเปรดดิบ 0.2 pip มูลค่าต่อ pip = 10 ดอลลาร์ ค่าคอมมิชชัน = 7 ดอลลาร์ (ไป-กลับ) ต้นทุนรวม = (0.2 × 10) + 7 = 9 ดอลลาร์ หากเทียบกับบัญชี Standard Spread ที่สเปรด 1.2 pip ไม่มีค่าคอมมิชชัน ต้นทุนรวม = 1.2 × 10 = 12 ดอลลาร์ ในกรณีนี้ Raw Spread ถูกกว่า
แต่ถ้าสเปรดดิบกว้างขึ้นในช่วงข่าว หรือค่าคอมมิชชันสูง ต้นทุนรวมอาจแพงกว่าได้ ดังนั้นการเปรียบเทียบต้องคิดทั้งสองส่วนเสมอ
ตัวอย่างจริง
สมมติว่าคุณเทรด GBP/USD จำนวน 2 ล็อต (200,000 หน่วย) โดยใช้บัญชี Raw Spread:
- ราคา Bid = 1.2650, Ask = 1.2652 → สเปรดดิบ = 2 pips
- มูลค่าต่อ pip สำหรับ 2 ล็อต = 20 ดอลลาร์
- ต้นทุนสเปรด = 2 × 20 = 40 ดอลลาร์
- ค่าคอมมิชชัน = 3.5 ดอลลาร์ต่อล็อตต่อฝั่ง → ไป-กลับ = 3.5 × 2 × 2 = 14 ดอลลาร์
- ต้นทุนรวม = 40 + 14 = 54 ดอลลาร์
เทียบกับบัญชี Standard Spread ที่สเปรด 2.8 pips ไม่มีค่าคอมมิชชัน:
- ต้นทุนรวม = 2.8 × 20 = 56 ดอลลาร์
ในกรณีนี้ Raw Spread ถูกกว่าเพียง 2 ดอลลาร์ แต่ถ้าสเปรดดิบขยับเป็น 3 pips (เช่นช่วงตลาดเปิด) ต้นทุนรวมจะกลายเป็น (3 × 20) + 14 = 74 ดอลลาร์ ซึ่งแพงกว่า Standard Spread ถึง 18 ดอลลาร์
ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า Raw Spread ไม่ได้ถูกกว่าเสมอไป ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องและช่วงเวลาเทรด
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์
การเข้าใจ Raw Spread ช่วยให้คุณคำนวณต้นทุนจริงต่อการเทรดได้แม่นยำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกลยุทธ์การทำกำไร โดยเฉพาะสำหรับ:
- Scalper — เทรดหลายครั้งต่อวัน ต้นทุนต่อครั้งที่ต่างกันเพียง 1–2 ดอลลาร์ สะสมเป็นจำนวนมากในหนึ่งวัน
- เทรดเดอร์รายวัน (Day Trader) — ต้องรู้จุดคุ้มทุน (Break-even) ที่แน่นอนเพื่อตั้ง Take Profit และ Stop Loss อย่างเหมาะสม
- ผู้ที่เทรดช่วงข่าว — สเปรดดิบมักกว้างขึ้นชั่วขณะในช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ การรู้ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นช่วยให้เลี่ยงการเทรดหรือปรับขนาด lot
นอกจากนี้ การเปรียบเทียบโบรกเกอร์โดยดูแค่ "สเปรด 0.0 pip" โดยไม่คิดค่าคอมมิชชัน เป็นกับดักที่พบบ่อย ต้นทุนรวมต่างหากที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสเปรดเพียงอย่างเดียว
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
1. "Raw Spread ถูกกว่าเสมอ" ไม่จริงเสมอไป หากค่าคอมมิชชันสูง หรือสเปรดดิบกว้างผิดปกติในช่วงสภาพคล่องต่ำ ต้นทุนรวมอาจแพงกว่าบัญชี Standard Spread โดยเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ถือออเดอร์นาน (Swing Trade) ซึ่งจำนวนครั้งเทรดน้อย แต่ขนาด lot ใหญ่
2. "สเปรด 0.0 หมายถึงไม่มีต้นทุน" สเปรด 0.0 เกิดขึ้นได้เฉพาะบางช่วงเวลา เช่น ตลาดลึกตอนเปิดตลาดลอนดอน แต่ค่าคอมมิชชันยังคงถูกเรียกเก็บเสมอ และช่วงเวลาอื่นสเปรดดิบอาจขยับเป็น 0.5–1.0 pip
3. "Raw Spread เหมาะกับทุกคน" ไม่ใช่ สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดน้อยครั้งและถือออเดอร์นาน ต้นทุนที่จ่ายครั้งเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับความเสี่ยงจากสเปรดที่กว้างขึ้นในช่วงข่าว บัญชี Standard Spread ที่มีต้นทุนคงที่อาจคาดเดาได้ง่ายกว่า
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
- swap — ค่าธรรมเนียมการถือออเดอร์ข้ามคืน เกี่ยวข้องกับ Raw Spread เพราะต้นทุนรวมต้องรวม swap ด้วย
- rollover — การเลื่อนวันชำระราคา ซึ่งมีผลต่อการคำนวณ swap
- commission — ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเพิ่มจากสเปรดดิบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของต้นทุนรวม
- spread-cost — ต้นทุนรวมที่เกิดจากสเปรดและค่าคอมมิชชัน ใช้เปรียบเทียบโบรกเกอร์อย่างเป็นธรรม
เปรียบเทียบกับ XM
XM มีบัญชีให้เลือกหลายประเภท รวมถึงแบบที่แสดงสเปรดดิบและแบบที่รวมต้นทุนไว้ในสเปรดแล้ว โดยรายละเอียดค่าคอมมิชชันและโครงสร้างราคาอาจแตกต่างกันไปตามประเภทบัญชีและภูมิภาคที่ให้บริการ เทรดเดอร์ควรตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันจากหน้าเว็บไซต์ทางการของ XM เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนรวมก่อนตัดสินใจ เนื่องจากเงื่อนไขอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาดและนโยบายของบริษัท
ข้อความกำกับด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
⚠️ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด เนื้อหาไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
ดูคำศัพท์ทั้งหมด: /th/glossary