Northmark

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ชั้นนำ

Spread คืออะไร

Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ของสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนโดยตรงที่นักเทรดต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดสถานะการเทรด


นิยามแบบย่อ

Spread คือช่องว่างระหว่างราคาที่ตลาดยินดีซื้อ (Bid) และราคาที่ตลาดยินดีขาย (Ask) ให้แก่คุณ โดยวัดเป็นหน่วย Pip ยิ่ง Spread แคบเท่าไหร่ ต้นทุนในการเทรดก็ยิ่งต่ำเท่านั้น Spread จึงเปรียบได้กับ "ค่าธรรมเนียมแฝง" ที่นักเทรดทุกคนต้องคำนึงถึงก่อนตัดสินใจเปิดสถานะ


คำอธิบายโดยละเอียด

Spread เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ในตลาด Forex และ CFD ราคาที่คุณเห็นบนแพลตฟอร์มเทรดจะมีอยู่สองค่าเสมอ ได้แก่ ราคา Bid (ราคาที่ตลาดจะซื้อสินทรัพย์จากคุณ) และ ราคา Ask (ราคาที่ตลาดจะขายสินทรัพย์ให้คุณ) ส่วนต่างระหว่างสองราคานี้คือ Spread ซึ่งโบรกเกอร์หรือผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider) จะเก็บไว้เป็นรายได้จากการให้บริการ

ตัวอย่างเช่น หากคู่เงิน EUR/USD มีราคาดังนี้:

Spread ในกรณีนี้คือ 0.00003 หรือเท่ากับ 0.3 Pip (เนื่องจาก 1 Pip ของ EUR/USD = 0.0001)

ประเภทของ Spread

Spread ในตลาดการเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก:

  1. Fixed Spread (Spread คงที่): ค่า Spread ถูกกำหนดตายตัวไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร เช่น EUR/USD อาจมี Fixed Spread ที่ 2 Pip ตลอดเวลา เหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการความแน่นอนในการคำนวณต้นทุน แต่โดยทั่วไปมักสูงกว่า Variable Spread ในช่วงตลาดปกติ

  2. Variable Spread (Spread ผันแปร): ค่า Spread เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดและสภาพคล่อง ในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เช่น ช่วง London Session หรือ New York Session Spread มักจะแคบลง แต่ในช่วงข่าวสำคัญหรือตลาดปิด Spread อาจขยายตัวสูงมากได้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Spread


ตัวอย่างจริงที่นักเทรดเข้าใจได้

สมมติว่าคุณเทรดคู่เงิน EUR/USD ด้วย Lot ขนาด 1 Standard Lot (= 100,000 หน่วย) และมีสถานการณ์ดังนี้:

รายการค่า
ราคา Bid1.08500
ราคา Ask1.08502
Spread0.2 Pip

การคำนวณต้นทุน Spread:

หมายความว่า ทันทีที่คุณเปิดออเดอร์ซื้อ EUR/USD ด้วย 1 Standard Lot บัญชีของคุณจะมีกำไร/ขาดทุนลบไป 2 USD ทันที (แสดงเป็น -0.2 Pip) นั่นคือคุณต้องรอให้ราคาเคลื่อนที่ขึ้นอย่างน้อย 0.2 Pip ก่อนถึงจะเริ่มทำกำไรได้จริง

หากคุณเทรดด้วย Leverage สูง เช่น 1:200 และใช้ Margin เพียง 500 USD ในการควบคุม 100,000 USD ต้นทุน Spread 2 USD นี้ดูเล็กน้อย แต่หากคุณเทรด 10 ครั้งต่อวัน ต้นทุนสะสมจะอยู่ที่ 20 USD ต่อวัน หรือกว่า 400 USD ต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม


ทำไม Spread ถึงสำคัญสำหรับนักเทรด

Spread มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรของนักเทรด โดยเฉพาะสำหรับสไตล์การเทรดที่เปิด-ปิดออเดอร์บ่อยครั้ง เช่น Scalping หรือ Day Trading ที่เป้าหมายกำไรต่อออเดอร์อาจอยู่ที่แค่ 5–10 Pip หากคุณต้องเสีย Spread ไป 2–3 Pip ทุกครั้ง นั่นหมายความว่าคุณสูญเสียสัดส่วนต้นทุนสูงถึง 20–60% ของเป้าหมายกำไรเลยทีเดียว

นักเทรดสไตล์ Swing Trading หรือ Position Trading ที่ถือสถานะยาวหลายวันหรือหลายสัปดาห์ มักได้รับผลกระทบจาก Spread น้อยกว่า เนื่องจากเป้าหมายกำไรมักสูงหลายสิบถึงหลายร้อย Pip

การทำความเข้าใจ Spread ร่วมกับ Pip, Lot Size, Leverage และ Margin จึงเป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนการเทรดอย่างมีระบบ


ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spread

ความเข้าใจผิดที่ 1: "Spread ยิ่งต่ำยิ่งดีเสมอ"

ข้อเท็จจริง: Spread ต่ำช่วยลดต้นทุนในการเทรด แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ควรพิจารณา โบรกเกอร์บางรายเสนอ Spread ต่ำมากแต่เก็บค่าคอมมิชชัน (Commission) แยกต่างหาก ดังนั้น "ต้นทุนรวม" อาจไม่ต่างจากโบรกเกอร์ที่มี Spread สูงกว่าแต่ไม่เก็บค่าคอมมิชชัน

ความเข้าใจผิดที่ 2: "Spread เป็นต้นทุนเดียวในการเทรด"

ข้อเท็จจริง: Spread เป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนการเทรด ยังมีต้นทุนอื่นๆ เช่น ค่า Swap (ดอกเบี้ยค้างคืนสำหรับสถานะที่ถือข้ามคืน), ค่าคอมมิชชัน และค่า Slippage (ราคาที่ได้จริงอาจต่างจากราคาที่สั่ง) ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันคือต้นทุนการเทรดที่แท้จริง

ความเข้าใจผิดที่ 3: "Fixed Spread ดีกว่า Variable Spread เสมอ"

ข้อเท็จจริง: Fixed Spread ให้ความแน่นอนในการคำนวณ แต่มักสูงกว่า Variable Spread ในช่วงตลาดปกติ ในขณะที่ Variable Spread อาจแคบมากในช่วง High Liquidity ซึ่งเหมาะกับนักเทรดที่เทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง


ศัพท์ที่เกี่ยวข้อง


XM และการจัดการ Spread

XM (XM Group) เสนอโครงสร้าง Spread ที่แตกต่างกันตามประเภทบัญชี โดยบัญชีประเภท Ultra Low เสนอ Spread เริ่มต้นที่ต่ำกว่า 1 Pip สำหรับ EUR/USD ในขณะที่บัญชีประเภท XM Zero เสนอ Spread ที่เริ่มต้นจาก 0 Pip แต่มีการเก็บค่าคอมมิ

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ชั้นนำ