ราคาเสนอขาย (Ask Price)
ราคาเสนอขาย (Ask Price) คือราคาที่โบรกเกอร์หรือผู้ให้สภาพคล่องยินดีขายคู่สกุลเงินหนึ่งหน่วยให้กับเทรดเดอร์ ซึ่งเป็นราคาที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายเมื่อต้องการเปิดคำสั่งซื้อ (Buy)
สรุปแบบรวดเร็ว
ราคาเสนอขายคือ "ราคาที่คุณซื้อได้" ในขณะที่ราคาเสนอซื้อ (Bid Price) คือ "ราคาที่คุณขายได้" ความแตกต่างระหว่างสองราคานี้เรียกว่า Spread ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเทรดทุกครั้ง ตัวอย่างเช่น หาก EUR/USD แสดงราคา 1.0850/1.0853 หมายความว่าคุณสามารถซื้อ EUR/USD ได้ที่ 1.0853 (Ask) และขายได้ที่ 1.0850 (Bid) โดย Spread เท่ากับ 3 pips
คำอธิบายโดยละเอียด
ในตลาดฟอเร็กซ์ ทุกคู่สกุลเงินจะแสดงราคาสองด้านเสมอ: Bid Price (ราคาเสนอซื้อ) และ Ask Price (ราคาเสนอขาย) ทั้งสองราคานี้ถูกกำหนดโดยโบรกเกอร์หรือผู้ให้สภาพคล่อง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเทรดเดอร์กับตลาดระหว่างธนาคาร
Ask Price คือราคาที่สูงกว่าของสองราคา และเป็นราคาที่เทรดเดอร์ต้องใช้เมื่อต้องการ "ซื้อ" คู่สกุลเงินนั้น ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเปิดคำสั่งซื้อ EUR/USD คุณจะต้องซื้อที่ราคา Ask ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดจริงเล็กน้อย ส่วนต่างนี้คือกำไรของโบรกเกอร์
การอ่านราคาคู่สกุลเงินโดยทั่วไปจะแสดงเป็น "Bid/Ask" เช่น USD/JPY = 149.50/149.53 ตัวเลขแรก (149.50) คือ Bid และตัวเลขที่สอง (149.53) คือ Ask ในกรณีนี้ Spread เท่ากับ 0.03 เยน หรือ 3 pips
สำหรับคู่สกุลเงินหลักส่วนใหญ่ Spread มักจะแคบมาก เช่น 0.1 ถึง 1 pip สำหรับ EUR/USD ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนปกติ แต่จะกว้างขึ้นในช่วงที่มีข่าวสำคัญหรือตลาดเปิด-ปิด
สิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์มือใหม่มักมองข้ามคือ ทุกครั้งที่เปิดคำสั่งซื้อ คุณจะติดลบทันทีเท่ากับ Spread ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.0853 และราคาไม่ขยับเลย คุณจะขาดทุน 3 pips ทันทีที่ปิดคำสั่ง เพราะคุณจะต้องขายที่ Bid (1.0850) ซึ่งต่ำกว่าที่คุณซื้อมา
ตัวอย่างจากสถานการณ์จริง
สมมติว่าคุณกำลังเทรด GBP/USD และเห็นราคาบนแพลตฟอร์มดังนี้:
- Bid: 1.2700
- Ask: 1.2703
หากคุณวิเคราะห์ว่าปอนด์จะแข็งค่าขึ้น คุณตัดสินใจเปิดคำสั่งซื้อ 1 ล็อตมาตรฐาน (100,000 หน่วย) ที่ราคา Ask 1.2703
- ต้นทุนการซื้อ: 100,000 × 1.2703 = 127,030 ดอลลาร์สหรัฐ
- หากราคาขยับขึ้นไปที่ 1.2710/1.2713 และคุณปิดคำสั่ง คุณจะขายที่ Bid 1.2710
- กำไรของคุณ: (1.2710 - 1.2703) × 100,000 = 70 ดอลลาร์สหรัฐ
แต่ถ้าราคาไม่ขยับเลยและคุณปิดทันที คุณจะขายที่ Bid 1.2700
- ขาดทุน: (1.2700 - 1.2703) × 100,000 = -30 ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลข 30 ดอลลาร์นี้คือ Spread ที่คุณจ่ายให้โบรกเกอร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 3 pips ในกรณีนี้
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์
การเข้าใจ Ask Price ช่วยให้คุณคำนวณต้นทุนการเทรดได้แม่นยำ และวางแผนกลยุทธ์ได้สมจริงมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่ควรรู้:
-
ต้นทุนแฝง: Spread คือค่าธรรมเนียมที่ซ่อนอยู่ในการเทรดทุกครั้ง ยิ่ง Spread กว้างเท่าไร คุณยิ่งต้องทำกำไรมากขึ้นเพื่อชดเชย
-
จังหวะการเทรด: ในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ Spread มักจะกว้างขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการเปิดคำสั่งซื้อสูงขึ้น
-
กลยุทธ์ระยะสั้น: สำหรับเทรดเดอร์ที่ทำ Scalping หรือ Day Trading Spread มีผลต่อกำไรอย่างมาก เพราะกำไรต่อครั้งอาจน้อยกว่า Spread
-
การตั้งคำสั่ง: คำสั่ง Buy Limit จะถูกเติมที่ราคา Ask ในขณะที่ Sell Limit จะถูกเติมที่ราคา Bid การเข้าใจกลไกนี้ช่วยให้คุณตั้งระดับราคาได้เหมาะสม
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
ความเข้าใจผิดที่ 1: "ราคา Ask คือราคาที่สูงเกินจริง" หลายคนคิดว่าโบรกเกอร์โกงราคา แต่จริงๆ แล้ว Ask Price สะท้อนต้นทุนสภาพคล่องและความเสี่ยงของโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ต้องทำกำไรเพื่อให้บริการ และ Spread เป็นกลไกมาตรฐานในทุกตลาดการเงิน ไม่ใช่แค่ฟอเร็กซ์
ความเข้าใจผิดที่ 2: "การซื้อที่ Ask แล้วขายที่ Bid ทันทีไม่ขาดทุน" ความจริงคือคุณขาดทุนเท่ากับ Spread ทันทีที่เปิดคำสั่ง หลายคนเข้าใจผิดว่าการเทรดฟอเร็กซ์ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่จริงๆ แล้ว Spread คือค่าธรรมเนียมรูปแบบหนึ่ง
ความเข้าใจผิดที่ 3: "Ask Price เท่ากับราคาตลาดจริง" ราคาตลาดจริงอยู่ระหว่าง Bid และ Ask แต่เทรดเดอร์รายย่อยไม่สามารถเข้าถึงราคานี้ได้โดยตรง ราคาที่คุณเห็นคือราคาที่โบรกเกอร์เสนอให้ ซึ่งรวม Spread แล้ว
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
- pip — หน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุด ซึ่งใช้คำนวณ Spread
- lot-size — ขนาดของคำสั่งซื้อขายที่ส่งผลต่อมูลค่ากำไรขาดทุนต่อ pip
- leverage — เครื่องมือที่เพิ่มขนาดการเทรด ซึ่งทำให้ Spread มีผลต่อเงินทุนมากขึ้นตามสัดส่วน
- margin — เงินประกันที่ต้องวางเพื่อเปิดคำสั่ง ซึ่งไม่รวม Spread ที่ต้องจ่ายเพิ่ม
- spread — ความแตกต่างระหว่าง Bid และ Ask ซึ่งเป็นต้นทุนการเทรดโดยตรง
เปรียบเทียบกับ XM
XM เป็นโบรกเกอร์ที่นำเสนอราคาแบบ Bid/Ask มาตรฐานตามกลไกตลาด โดย Spread จะแตกต่างกันไปตามประเภทบัญชีและสภาพตลาด ตัวอย่างเช่น บัญชี Standard อาจมี Spread เริ่มต้นที่ 1 pip สำหรับ EUR/USD ในขณะที่บัญชี Raw Spread อาจมี Spread ใกล้เคียง 0 pips แต่มีค่าคอมมิชชันแทน เทรดเดอร์ควรตรวจสอบข้อมูล Spread ปัจจุบันและเงื่อนไขของบัญชีแต่ละประเภทได้จากเว็บไซต์ทางการของ XM เนื่องจากตัวเลขอ้างอิงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาดและนโยบายของโบรกเกอร์
ข้อความกำกับด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
⚠️ เนื้อหาในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น การเทรดฟอเร็กซ์และ CFD มีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมด เนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ดูรายการคำศัพท์ทั้งหมด: /th/glossary